Tel.08-3376-8775
Email

สารบรรณ 1 สารบรรณ 2 สารบรรณ 3 สารบรรณ 4 สารบรรณ 5

Note: Other Thai language articles sometimes added by editor of Korat Post Online

 


โคราชโพสต์รายวัน
ข่าวประจำวันที่ 14 มีนาคม 2551

มอบเงินแก่นักกีฬาทีมนครราชสีมา


สมาคมกีฬาจังหวัดนครราชสีมามอบเงินแก่นักกีฬาทีมนครราชสีมาที่เข้าร่วมแข่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 24
นายประหยัด  เจริญศรี  ปลัดจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในการมอบเงินสนับสนุนขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ และนักกีฬาจำนวน 1,086,000 บาท ซึ่งจะเดินทางไปแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ที่จังหวัดอุบลราชธานี  สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ จังหวัดนครราชสีมา  สมาคมกีฬาจังหวัดนครราชสีมา  ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดนครราชสีมา ได้ส่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่เป็นตัวแทนนักกีฬาภาค 3 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ทั้งหมด 346 คน 23 ชนิดกีฬาโดยกำหนดให้มีการแข่งขันระหว่างวันที่ 19 - 29 มีนาคม 2551  ใช้ชื่อในการจัดการแข่งขันว่า "ดอกบัวเกมส์" มีการแข่งขันกีฬารวม 28 ชนิดกีฬา คือ กรีฑา ว่ายน้ำ ฟุตบอล (ชาย/หญิง/ฟุตซอล) วอลเลย์บอล (วอลเลย์บอล/วอลเลย์บอลชายหาด) ตะกร้อ (เซปักตะกร้อ/ตะกร้อลอดห่วง)   บาสเกตบอล แฮนด์บอล ยิมนาสติก (ลีลา/ศิลป์) ลีลาศ เทนนิส เทเบิลเทนนิส ยูโด ยกน้ำหนัก เทควันโด คาราเต้ แบดมินตัน รักบี้ฟุตบอล เปตอง มวยปล้ำ เรือพาย มวยสากลสมัครเล่น มวยไทยสมัครเล่น สนุกเกอร์ หมากล้อม จักรยาน (ถนน/ลู่/ภูเขา) ยิงปืน กอล์ฟ และ กาบัดดี้ มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน 5 ภาค จำนวน 9,500 คน  

 


โคราชโพสต์รายวัน
ข่าวประจำวันที่12 มีนาคม 2551


ฉลองแห่งชัยชนะของท่านท้าวสุรนารี ประจำปี 2551


จังหวัดนครราชสีมา ได้กำหนดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2551 ระหว่างวันที่ 23 มีนคม 2551 ถึงวันที่ 3 เมษายน 2551  2551 ณ. บริเวณลานอนุสารรีท้าวสุรนารี ถึงสนามหน้าศาลากลาง จังหวัดนครราชสีมา
นายสุธี  มากบุญ  ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จังหวัดนครราชสีมา เตรียมการจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2551 เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของท่านท้าวสุรนารี ที่กอบกู้อิสรภาพของเมืองนครราชสีมากลับมาได้ ชาวจังหวัดนครราชสีมา จึงได้กำหนดจัดการฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2551 ได้มอบหมายให้ส่วนข้าราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน รับผิดชอบและดำเนินการ นอกจากนี้ภายในงานยังมี การจำหน่ายสินค้าราคาถูก การออกร้านนาวากาชาด การจัดนิทรรศการ และการแสดงบนเวทีของเหล่าดาราศิลปินนักร้องชื่อดัง ตลอด 12 คืน ณ.เวทีกลางของการจัดงานโดยไม่เสียบัตรเข้าชม
โดยมีพิธีเปิดงาน ในวันที่ 23 มีนาคม 2551 เวลา 17.00 น. ณ. ลานอนุสาวรีท้าวสุรนารี และวันที่ 24 มีนาคม 2551 มีพิธีบวงสรวงถวายเครื่องสักการะอนุสาวรีท้าวสุรนารี เวลา 06.00 น. ณ.ลานอนุสาวรีท้าวสุรนารี

 


โคราชโพสต์รายวัน
วันที่11 มีนาคม 2551

หาแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจร


ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาจัดประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรเมืองโคราช

พันตำรวจเอกวณัฐ  อรรถกวินรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการจราจร,สถาบันการศึกษา,บริษัทห้างร้าน,ผู้ประกอบการเอกชนและสื่อมวลชนในเขตอำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมาเข้าประชุมเพื่อหาแนวทางเสนอแนะและช่วยกันระดมความคิดในการแก้ไขปัญหาการจราจรในเขตอำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมาที่ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาซึ่งมีหน่วยงานเข้าร่วมประชุมคือ สำนักทางหลวงที่8 ,แขวงการทางนครราชสีมาที่ 1 ,แขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 ,สำนักบำรุงทางนครราชสีมาที่ 3, องค์การบริหารส่วนจังหวัด,เทศบาลนครนครราชสีมา,เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม,เทศบาลตำบลหัวทะเล,อบต.หมื่นไวย,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลฯ,มหาวิทยาลัยราชภัฎฯ,มหาวิทยาลัยวงศ์ชวลิตกุลโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย 1,โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย 2,วิทยาลัยอาชีวะศึกษาฯ,โรงเรียนสุรนารีวิทยา 1,โรงเรียนเมืองนครราชสีมา,โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา,โรงเรียนมารีย์วิทยา,โรงเรียนสุขานารี,โรงเรียนเทศบาล 4 ,สมาคมผู้ปกครองและครู,สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา,สำนักงานขนส่งจังหวัดฯ,รพ.มหาราชนครราชสีมา,สถานีรถไฟนครราชสีมา,การเคหะแห่งชาติฯ,สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฯ,สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต5  ผู้ประกอบการเช่นตลาดใหม่แม่กิมเฮง,ตลาดสุรนครเมืองใหม่,ตลาดประปา,ตลาดร่วมใจ,ตลาดเพ็ชรสีมา,ตลาดดอนขวาง,ตลาดหนองไผ่ล้อม,ตลาดหัวรถไฟ,ตลาดเทศบาล 4 ,ตลาดเซฟวัน,ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี,ห้างสรรพสินค้าคลังพลาซ่าจอมสุรางยาร์ต,โรงแรมเฮอร์มิเทจรีสอร์ท
รถยนต์โดยสาร(สองแถว),บ.ขนส่ง  รับ-ส่ง  การเคหะและสื่อมวลชนโดยได้มีการแลกเปลี่ยนถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่เขตอำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมาโดยพันตำรวจเอกวณัฐ  อรรถกวินกล่าวว่าจังหวัดนครราชสีมามีพื้นที่ทั้งหมด 20,493 ตารางกิโลเมตร 32 อำเภอ 287 ตำบล 3,645 หมู่บ้าน1 เทศบาลนคร  2 เทศบาลเมือง45 เทศบาลตำบล 285 องค์การบริหารส่วนตำบล 
มีประชากรทั้งหมด 2,581,224 คน อัตราการเสียชีวิต (ต่อแสนคน) ปี 2549 คิดเป็น 22.0
โดยมีรถที่จดทะเบียนในจังหวัดแยกเป็น รถยนต์ ประเภทต่างๆ (รถเก๋ง รถตู้ รถปิคอัพ) 271,082  คัน  รถจักรยานยนต์ (รย.12)  786,511  คัน รถใช้งานเกษตรกรรม ( รย.15) 49,622  คัน
รถอื่นๆ 12,928  คัน รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง 44,903  คัน(รถโดยสาร  รถบรรทุก)
รวมทั้งสิ้น 1,169,343 คัน  สำหรับสถานภาพกำลังพลอนุญาต 5,367 นาย ตัวจริง 4,524 นาย
ชั้นสัญญาบัตร     อนุญาต  721   นาย  ตัวจริง   456   นาย  ชั้นประทวน อนุญาต 4,646 นาย  ตัวจริง   4,068  นาย  เฉลี่ย ตำรวจ 1 นาย รับผิดชอบ พื้นที่ 4.67 ตารางกิโลเมตร หรือตำรวจ 1 นาย รับผิดชอบประชากร 596 คน ส่วนอัตรากำลังพลงานจราจรสัญญาบัตร 7  นายประทวน                               77  นาย พื้นที่รับผิดชอบ 755,596  ตร.กม. จำนวนประชากร 243,468 คน ถนนในเขตเทศบาล  มี35  สาย   ความยาวรวม  49.26  กม. ถนนนอกเขตเทศบาลมี4  สาย ความยาวรวม  38.9   กม.สอยในเขตเทศบาลมี  42  ซอย ความยาวรวม  22.64  กม. ความยาวถนนรวมในเขต สภ.เมืองฯ    110.8   กม.
จำนวนแยกในพื้นที่  83 แยกมีสัญญาณไฟจราจร 44  แยก  สำหรับการดำเนินการเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา  ภาพรวมได้ยึดแนวทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  บรูณาการร่วมกับแผนของจังหวัดนครราชสีมา และศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน จังหวัดนครราชสีมาใช้กลยุทธวิธีที่สำคัญคือ 6 E 1 S : KORAT MODEL โดยที่ผ่านมาตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาได้รับรางวัลลำดับ 3 ตามโครงการกวดขันวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเงินรางวัลจำนวน 1 แสนบาท(ระยะเวลาโครงการ 1 ก.ค.- 31 ธ.ค.51)ยุทธวิธี 6 E 1 S คือ 1.Empowerment  บูรณาการคณะกรรมการอุบัติเหตุระดับจังหวัด จัดตั้งศูนย์อำนวยการ และเครือข่ายในพื้นที่ 2. Engineering แก้ไขจุดอันตรายในถนน ทางแยก ทางร่วม 3. Enforcement
จุดตรวจ 3ม 2ข 1ร / รถผีน้อย / ความเร็ว 4. Education อบรมวินัยจราจร ประชาสัมพันธ์
โครงการครูห้านาที 5. EMS นโยบาย “QUICK   &    RUN”  6. Evaluationประเมินผลภายใน / ประเมินผลภายนอก  และ Service จุดให้บริการ การปฐมพยาบาลและอื่นๆ โดยการปฏิบัติงานตามยุทธวิธีเริ่มจาก Empowerment เป็นการประชุมชี้แจง หน่วยงานในสังกัด ภ.จว.นครราชสีมา และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ต่อมาคือยุทธวิธีด้านวิศวกรรมจราจร ENGINEERINGซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ด้านการเร่งปรับปรุงแก้ไขถนนที่เป็นอันตรายและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง  เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น รวมทั้งการจัดทำข้อมูลเส้นทางและสถานที่บริเวณที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง  เพื่อหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและวิธีแก้ไข ต่อด้วยยุทธวิธีเข้มงวดบังคับใช้กฎหมาย 3 ม.   เมาไม่ขับ หมวกนิรภัย  มอเตอร์ไซค์ปลอดภัย  2 ข.  เข็มขัดนิรภัย ใบขับขี่
1 ร. ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด สำหรับยุทธวิธีการให้ความรู้ การประชาสัมพันธ์ และการมีส่วนร่วม เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างวินัยและเคารพกฎจราจร เกิดการมีส่วนร่วมและ  มีความตระหนักถึงอันตรายจากการขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์  ประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายวิทยุชุมชน หอกระจายข่าว โครงการครู 5 นาที ให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา อบรมรถสองแถว ด้านยุทธวิธีบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินเป็นยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาพยาบาลประชาชนผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน ในที่เกิดเหตุอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ที่มีความจำเป็นในการรักษาพยาบาล โดยมีนโยบายการ / หลักการดำเนินงาน EMS จังหวัดนครราชสีมาคือ ถึงที่เกิดเหตุ 10 -15 นาทีและนำส่ง รพ.ที่ใกล้ที่สุด ส่วนยุทธวิธีด้านการประเมินผล เป็นมาตรการจัดระบบประเมินผล เพื่อสามารถควบคุมสั่งการ และแสดงผลชี้วัดการปฏิบัติงาน  ตามมาตรการต่างๆ ให้ผู้บริหารใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและสั่งการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ  ทางถนนของจังหวัดนครราชสีมา สุดท้ายคือ Services ดำเนินการต่อไปนี้ 1.จัดจุดบริการในเส้นทางสายหลัก สายรอง ที่มีปริมาณการจราจรมาก
2. แนะนำเส้นทางการจราจร ทางเลี่ยง ทางลัด 3.อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ระบายรถ
4. ช่วยเหลือซ่อมแซมลากจูงรถเสียในระหว่างการเดินทางและ บริการน้ำดื่ม ที่พักรถ นวดคลายเมื่อย แก้ง่วง ในส่วนของการแลกเปลี่ยนข้อมูลนั้นหน่วยงานรวมถึงผู้ประกอบการก็ได้เสนอแนวทางต่างๆร่วมกันเพื่อแก้ไขสภาพปัญหาการจราจรในเขตอำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมาซึ่งทุกฝ่ายก็ได้รับข้อเสนอรวมถึงนำไปปรับปรุงแก้ไขในเรื่องต่างๆที่ได้มีการประชุมร่วมกันดังกล่าวโดยตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมากำลังเตรียมที่จะจัดโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครช่วยงานจราจรเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการจราจรและรายงานถึงการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรของผู้ขับรถยนต์สาธารณะในเขตอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


โคราชโพสต์รายวัน
ข่าวประจำวันที่ 10 มีนาคม 2551

กระทุ้งเร่งทบทวนย้าย


แกนนำสมัชชาฯอีสานบุกยื่น ผบช.ภ.3 กระทุ้งเร่งทบทวนย้าย รอง ผบก.บุรีรัมย์ไปช่วยราชการที่ศรีสะเกษ
แม้ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงแต่ข้าราชการหลายคน จากหลายหน่วยงานยังคงถูกคำสั่งโยกย้ายนอกฤดูกาลอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารงาน ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ได้มีคำสั่งย้าย พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฝ่ายสืบสวนสอบสวน กกต. จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ไปช่วยราชการที่ จ.ศรีสะเกษ      โดยเมื่อวันที่10 มี.ค. 2551ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายนพสณฑ์ เสฎฐรังสี รองประธานสมัชชาประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัด พร้อมแกนนำสมัชชาฯ 5 คน ได้เข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกถึงผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (ผบช.ภ.3) ให้ทบทวนการย้าย พ.ต.อ.สังวร ภู่ไพจิตรกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (รองผบก.ภ.จว.) บุรีรัมย์ ไปช่วยราชการที่ตำรวจภูธร จ.ศรีสะเกษ โดย พล.ต.ท.วราสิทธิ์ พรเลิศ ผบช.ภ.3 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อำนาจ อันอาตม์งาม รองผบช.ภ. 3 และโฆษกตำรวจภูธรภาค 3 ลงมารับหนังสือจากกลุ่มสมัชชาประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัด     นายนพสณฑ์ เสฎฐรังสี รองประธานสมัชชาประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัด กล่าวว่า ขอให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ได้ทบทวนยุติคำสั่งย้าย พ.ต.อ.สังวรณ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมอีกหลายคน   โดยแถลงการณ์ระบุว่า การออกคำสั่งย้ายครั้งนี้น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เพราะ พ.ต.อ.สังวรณ์ ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวอำนาจของผู้มีอิทธิพลและนักการเมือง นอกจากนี้ พ.ต.อ.สังวรณ์ ยังรับผิดชอบการสอบสวนคดีอาญาร้ายแรงหลายคดีที่พัวพันกับนักการเมืองชื่อดังในจังหวัด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ถูกกลั่นแกล้งย้ายออกนอกพื้นที่ ด้าน พล.ต.ต.อำนาจ อันอาตม์งาม รอง ผบช.ภาค 3 กล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ ผบช.ภาค 3 ให้รับทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามคำเรียกร้องของสมัชชาประชาชนภาคอีสานฯ ซึ่งเรื่องของ พ.ต.อ.สังวร เป็นเพียงการให้ไปช่วยราชการเท่านั้นไม่ใช่การสั่งย้าย เนื่องจากตำแหน่ง รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ ว่างลงและ พ.ต.อ.สังวร เป็นผู้ที่ชำนาญและคุ้นเคยในพื้นที่ดังกล่าวมาก่อน จึงเป็นการให้ไปดูแลงานในพื้นที่ตามความจำเป็น     ส่วนการย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า เกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองนั้นเกิดขึ้นมาแล้ว ในกรณีโยกย้าย พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า คำสั่งย้ายมีขึ้นภายหลัง กกต.มีมติให้ใบแดง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น ส.ส.สัดส่วนโซน 1 พรรคพลังประชาชน  
โดยพ.ต.อ.สังวรณ์ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับคำสั่งเมื่อเย็นวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ให้มาช่วยราชการที่ จ.ศรีสะเกษ ส่วนสาเหตุที่ถูกย้ายนั้น อาจมาจากการที่ตนเข้าไปทำคดีสำคัญๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับนักการเมืองระดับชาติ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ ทั้งเรื่องการพิจารณาให้ใบแดงของผู้สมัครพรรคพลังประชาชน เขต 1 ซึ่งตนเป็นคนถือสำนวนไปแถลงที่ กกต.กลาง หลังจากนั้น กกต.กลางได้มอบหมายให้เป็นตัวแทนไปยื่นเรื่องที่สำนักงานกฤษฎีกา ต่อมากฤษฎีกาได้พิจารณาให้ใบแดง ประกอบกับขณะนี้ กกต.กลางกำลังพิจารณาจะให้ใบแดงผู้สมัครเขต 2 และ 3 จ.บุรีรัมย์ ดังนั้น ฝ่ายตรงข้ามจึงรีบย้ายตนออกจากพื้นที่   นอกจากนี้ยังมีคดีที่ตนได้ดูแลการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งนางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวิน ชิดชอบ ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาด้วยคะแนนท่วมท้น เลยกลัวว่าจะมีปัญหาอีก โดยขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาและจะตัดสินเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า     พ.ต.อ.สังวรณ์กล่าวว่า ยังมีเรื่องที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ตนดูแลอยู่ โดยได้แจ้งข้อหานายชัย และนางละออง ชิดชอบ บิดาและมารดาของนายเนวิน ในข้อหาร่วมกันบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ที่ป่าของ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ โดยคดีนี้ได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องไป และพอหมดสมัยประชุมสภา ตนก็จะเรียกตัวนายชัยมาเพื่อส่งอัยการ จึงอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ถูกย้าย เพื่อจะได้ไม่ให้เซ็นสำนวนและทำความเห็นทางคดี  
พ.ต.อ.สังวรณ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา ในชีวิตการรับราชการมา ถูกการเมืองเล่นงานอย่างนี้มา 2-3 ครั้งแล้ว อย่างก่อนหน้านี้เมื่อปี 2544 ที่ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เคยไปจับกุมคนของนายดนัยฤทธิ์ วัชราภรณ์ ในข้อหาพกอาวุธปืน ซึ่งตอนนี้ กกต.กลางพิจารณาให้ใบเหลืองไป และตนก็ถูกย้ายออกจากพื้นที่ แทนที่ผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาให้ความดีความชอบที่ทำงานดี มีผลงาน กลับสั่งย้ายไปอยู่ที่อื่น   "กรณีที่บุรีรัมย์ อยากตั้งข้อสังเกตว่า การเป็นผู้บังคับบัญชา ถ้ากลัวนักการเมืองก็สมควรลาออก เพราะตำรวจระดับนายพล ถ้าตัวเองไม่กล้าจับเรื่องแบบนี้ คดีเลือกตั้งที่เห็นชัดเจนว่าไม่ถูกต้อง แล้วจะมาเป็นตำรวจทำไม พอลูกน้องทำก็มาย้ายลูกน้อง แล้วแบบนี้ตำรวจที่ไหนจะทำงาน" พ.ต.อ.สังวรณ์ กล่าวและว่า ทุกวันนี้ตำรวจรับเงินเดือนฟรี ไม่ต้องจับโจรแล้ว เพราะกลายเป็นลูกน้องนักการเมืองกันหมด   ส่วนการไปปฏิบัติราชการที่จ.ศรีสะเกษ ครั้งนี้ พ.ต.อ.สังวรณ์ กล่าวว่า ไม่หนักใจ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติน่าจะหนักใจมากกว่า เพราะตนไปอยู่ไหนก็จะเหมือนเดิม  "ตอนนี้ผมโดนหลายครั้งแล้ว คงต้องลุกขึ้นบ้าง จะให้ก้มหัวยอมๆ คงไม่ไหว ก่อนหน้านี้อาจจะไม่พูด แต่ครั้งนี้สงสัยว่าทำไมต้องย้ายเรา ถ้าจะว่าไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอนนี้ล้มละลายแล้ว กลัวนักการเมืองอย่างนี้ก็จบ"  พ.ต.อ.สังวรณ์ กล่าวและว่า ไม่ได้หนักใจอะไร เพราะอยู่ที่ไหนก็พร้อมทำงานได้เหมือนเดิม ซึ่งเบื้องต้นต้องช่วยราชการก่อน ส่วนคำสั่งย้ายคงจะตามมาทีหลัง    ทั้งนี้หาก พ.ต.อ.สังวรณ์ ไปแล้วลดการตัดไม้ได้ก็ควรจะตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากถามว่ารัฐมนตรีกับปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ มีไว้ทำไม "ยกเหตุผลนี้มาอ้างเป็นการใช้สีข้างเข้าถู อย่าคิดว่าหลอกใครก็ได้" ซึ่งที่ผ่านมา พ.ต.อ.สังวรณ์ ไม่ได้ทำหน้าที่บกพร่องทั้งการเลือกตั้ง ส.จ.และ อบจ. ซึ่งก็รู้อยู่ว่ากลุ่มเมืองไหนที่มีอำนาจใน จ.บุรีรัมย์ และผมก็ยังทำหนังสือว่าเขามีความสามารถในการทำหน้าที่ ทั้งนี้ อยากฝากประชาชนกว่า 10 ล้านคนทำไมไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้บ้าง อย่าปล่อยให้ดีพวกเราโดดเดี่ยว 
ด้านพล.ต.ต.เดชาวัตรามสมภพ รอง ผบช.ภ.3 ซึ่งเป็นผู้เซ็นคำสั่งย้าย พ.ต.อ.สังวรณ์ กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เป็นคำสั่งย้าย แต่เป็นการส่งตัว พ.ต.อ.สังวรณ์ ไปช่วยปฏิบัติภารกิจเฉพาะเท่านั้น เนื่องจากขณะนี้ที่ จ.ศรีสะเกษ มีปัญหาเรื่องการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการลักลอบค้าไม้พะยูงเป็นจำนวนมาก ประกอบกับขณะนี้มีรอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ บางท่านได้ลาออกไปสมัคร ส.ว.ที่ จ.อำนาจเจริญ ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ จึงได้ร้องขอมายังตำรวจภูธรภาค 3 ให้ส่งคนไปช่วยดูแลเรื่องดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ  ตำรวจภูธรภาค3 เห็นว่า พ.ต.อ.สังวรณ์ เคยเป็นรองผู้การอยู่ที่นั่น และมีความชำนาญในพื้น และเป็นคนที่มีฝีมือน่าจะปฏิบัติงานเกี่ยวกับการปราบปรามขบวนการค้าไม้พะยูงได้เป็นอย่างดี จึงมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ เมื่อเสร็จภารกิจนี้แล้วจะให้กลับมาที่บุรีรัมย์เหมือนเดิม และยืนยันว่าไม่ได้มีคำสั่งย้ายแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นการเฉพาะเท่านั้น  ส่วนการย้ายครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการกดดันทางการเมืองของนักการเมืองที่คุมพื้นที่จ.บุรีรัมย์หรือไม่นั้น พล.ต.ต.เดชาวัต กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่การย้าย และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นหรือมีการกดดันจากนักการเมือง   ด้านพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางมาร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่บรรพบุรุษของตระกูล "ผลพานิชย์" ที่วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร อ.เมือง จ.นครราชสีมา ตามคำเชิญของเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 9 พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถูกย้ายจากผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ในสมัยที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.  โดยพล.ต.อ.พัชรวาท ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เรื่องการโยกย้ายตำรวจที่ใกล้ชิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รวมทั้งล่าสุดมีคำสั่งย้าย พ.ต.อ.สังวรณ์ โดยให้ พล.ต.ต.อำนาจ อันอาตม์งาม รอง ผบช.ภ.3 ออกมาแจ้งนักข่าวว่า รักษาการ ผบ.ตร. มาทำภารกิจส่วนตัว ไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องงาน


โคราชโพสต์รายวัน
ข่าวประจำวันที่ 6 มีนาคม 2551

 

สธ.เดินหน้าโครงการเฉลิมพระเกียรติฯชวนผู้มีจิตศรัทธาและญาติบริจาคอวัยวะผู้เสียชีวิต “ชุบชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้าย” นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้ประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้บริหารโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ 250 คน เพื่อมอบนโยบายการดำเนินงานตามโครงการบริจาคอวัยวะเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับศูนย์บริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2549 เป็นต้นมา ตั้งเป้าหมายรับบริจาคอวัยวะเพื่อผ่าตัดปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยที่มีอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด ตับ ตับอ่อน ไม่สามารถทำงานได้ จำนวน 500 ราย นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้คนไทยมีปัญหาเจ็บป่วยเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น ที่พบมากได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอดที่เกิดจากการเสื่อมของถุงลมปอด มีผู้ป่วยปีละประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งโรคดังกล่าวรักษาไม่หายขาด และทำให้อวัยวะสำคัญคือ หัวใจ ไต ปอด ตับ ตับอ่อน เสียการทำงานอย่างถาวร รักษาไม่หายขาด จะต้องใช้การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ทดแทน เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน ชุบชีวิตใหม่ให้สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ ซึ่งขณะนี้วงการแพทย์ไทยสามารถทำได้ แต่ปัญหาใหญ่คือการขาดแคลนอวัยวะที่จะนำมาปลูกถ่าย เนื่องจากที่ผ่านมาคนไทยมักมีความเชื่อว่าหากบริจาคอวัยวะจะทำให้เกิดชาติหน้ามีอวัยวะไม่ครบ 32 จึงมีผู้บริจาคน้อยมาก ตามโครงการนี้ คาดว่าจะได้รับบริจาคอวัยวะจากผู้เสียชีวิตที่สมองตายจำนวน 200 ราย แต่หลังจากเริ่มโครงการตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2549 จนถึง 31 ธันวาคม 2550 ยังไม่ประสบผลสำเร็จทำได้เพียงร้อยละ 70 มีผู้บริจาคอวัยวะเพียง 140 ราย ผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะให้ผู้ป่วยโรคไตวาย โรคตับ ตับอ่อน ปอด และโรคหัวใจได้เพียง 303 ราย มากที่สุดคือปลูกถ่ายไต 247 ราย รองลงมาได้แก่ ตับ 44 ราย และหัวใจ 8 ราย เฉลี่ยผู้บริจาค 1 รายช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ 5 – 6 ราย จึงได้ขยายโครงการออกไปจนถึงปลายปี 2551 นายไชยากล่าวต่อว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีผู้ป่วยขึ้นทะเบียนรอการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยจำนวน 2,198 ราย มากที่สุดคือ ไต 2,003 ราย รองลงมาคือตับ 149 ราย หัวใจและปอด 23 ราย หัวใจ 8 ราย และเฉพาะปอด ไตและตับ ไตและตับอ่อน อย่างละ 5 ราย ได้มอบนโยบายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ถือเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ที่จัดเทิดพระเกียรติต่อพระบรมวงศานุวงศ์ และให้ดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่รออยู่ และให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปทั้ง 95 แห่งเจรจาขอบริจาคอวัยวะกับญาติผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่บาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุจราจรที่อยู่ในภาวะสมองตายไม่มีโอกาสรอดชีวิตแล้ว จากสถิติประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฉลี่ยปีละกว่า 13,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน และพบมากในช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว อายุ 15 – 45 ปี ซึ่งมีร่างกายแข็งแรง และอวัยวะต่าง ๆ มีความสมบูรณ์ ทั้งนี้จะต้องพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับญาติของผู้เสียชีวิตให้เกิดความศรัทธา และสมัครใจบริจาคอวัยวะเพื่อสร้างกุศลให้ผู้เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย ที่ผ่านมาพบว่าในคนไทย 1 ล้านคน จะมีผู้บริจาคอวัยวะเพียงไม่ถึง 2 คนต่อปี ในขณะที่แถบยุโรป เช่น ประเทศสเปน มีผู้บริจาคอวัยวะปีละ 34 คน สูงกว่าไทย 17 เท่าตัว ด้านนายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ ระยะสุดท้าย ถ้าไม่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี ส่วนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ต้องทนทุกข์ทรมาน ฟอกเลือดอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง หรือล้างไตทางหน้าท้องทุกวัน แต่หากได้ผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะก็จะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ขณะนี้ผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่อยู่ได้นานที่สุด คือเปลี่ยนไต 36 ปี ตับ 32 ปี และหัวใจ 23 ปี ถือว่าคุ้มค่ามาก นายแพทย์ปราชญ์กล่าวต่อว่า ในการรับอวัยวะบริจาค กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดตั้งศูนย์รับบริจาคอวัยวะที่โรงพยาบาลศูนย์ทั้ง 25 แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่รับบริจาค มีทีมดูแลการผ่าตัดนำอวัยวะออก ส่วนโรงพยาบาลทั่วไปให้มีศูนย์ประสานงานรับบริจาค เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลศูนย์และสภากาชาดไทย สำหรับโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะได้ 7 แห่ง คือ รพ.ชลบุรี รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก รพ.ระยอง ร.พ.ขอนแก่น และรพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี รพ.ราชวิถี และสถาบันโรคทรวงอก “ขณะนี้ มีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะกับศูนย์บริจาคอวัยวะสภา&#